NAD Master Series M 2

Direct Digital Amplifier

โดย Robert Harley จาก The Absolute Sound, Jan 2010


คำว่า “ดิจิทัล” นั้น หากเอามาใช้กับเครื่องประเภทแอมป์แล้วนั้น ส่วนใหญ่มักจะตีความหมายผิดๆว่าเหมือนกับแอมป์ Class D ทั่วๆไป หรือแอมป์ที่ใช้ภาคจากไฟแบบSwitching (นึกถึงภาคจ่ายไฟของคอมพิวเตอร์ไว้ครับ คือจะไม่มีหม้อแปลงใหญ่ๆ – ผู้แปล) ซึ่งกับ NAD M2 นั้น คำว่า Direct Digital นั้นต่างหากที่เหมาะสมที่จะเรียกที่สุด เพราะการทำงานของมันคือ การรับสัญญานดิจิทัลจากต้นทาง แล้วแปลงให้เป็นสัญญานที่แรงพอที่จะขับลำโพงได้ โดยไม่ต้องอาศัยภาคขบายหรือเพาเวอร์-แอมป์ แบบดั้งเดิม!

โดยการทำงาน, นี่ก็คืออินติเกร็ตเต็ด แอมป์ เครื่องหนึ่ง เป็นเครื่องที่ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องแยกชิ้นอื่นๆในระบบ ไม่ว่าจะเป็น DAC, ปรีแอมป์ หรือเพาเวอร์-แอมป์ เพราะM2 นั้น ตัดขั้นตอนการทำงานแบบดั้งเดิมไปแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะระบบการแปลงสัญญานดิจิทัลในตัวเครื่องเล่นซีดีที่เราเรียกว่าDAC, ตัดเส้นทางการลำเลียงสัญญานอะนาล็อกออกไป, ตัดระบบขยายเกนของภาคปรีแอมป์อะนาล็อกออก รวมถึงตัดภาคขยายแบบดั้งเดิมของเพาเวอร์-แอมป์ออกไปด้วย โดยM2 นั้นทำงานด้วยการแปลงสัญญานPCM (Pulse Code Modulation) จากเครื่องเล่นซีดี ทรานสพอร์ท หรือซีดี ทั่วไปที่ต่อผ่านทางสายดิจิทัล แล้วก็นำเอาสัญญานนั้นมาแปลงให้กลายเป็นสัญญาน PWM Pulse Wide Modulation แล้วก็ขับลำโพงต่อไปในทันที ไม่จำเป็นต้องมี ระบบกรองสัญญานดิจิทัล (Digital Filter) ไม่ต้องมี DAC ไม่ต้องมี ระบบขยายเสียงอะนาล็อก ไม่ต้องมีสายอินเตอร์คอนเน็ก ระหว่างปรีกับเพาเวอร์ ไม่ต้องมีโวลูมขั้น ไม่มีสิ่งที่จะมาลดทอนคุณภาพเสียงหรือเพิ่มความเพี้ยนให้กับเสียง สัญญานอะนาล็อกที่ไปขับลำโพงนั้น เกิดขึ้นจากการเปิดปิดสัญญานที่ภาคเอ้าท์พุท ซึ่งทำให้สัญญานบรุทธ์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

NAD M2 นั้น นอกจากจะใช้เทคโนลยีที่สุดๆแล้ว ก็ยังต้องถือว่านี่เป็นเครื่องที่ทำออกมาแหวกประเพณีของผู้ผลิตรายนี้หลายอย่าง อย่างแรกคือเรื่องราคา ที่NAD ขึ้นชื่อด้วยการทำเครื่องระดับราคากลางๆและราคาไม่แพงมาโดยตลอด ด้วยราคาขายที่6พันเหรียญสหรัฐ นี่ถือเป็นระดับราคาใหม่ที่เพิ่งได้เห็นจากNAD เป็นครั้งแรก อย่างที่สองคือ M2 เป็นเครื่องที่ใช้ภาคคจ่ายไฟแบบSwithing ซึ่ง NAD นั้นปฎิเสธที่จะใช้ภาคจ่ายไฟแบบนี้ในแอมปลิฟายเออร์ของตัวเองมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลง่ายว่า “เสียงมันไม่ดีพอ” แต่การพัฒนาใหม่นี้ ทำให้ภาคจ่ายไฟแบบนี้ “เสียงดี” จนสามารถนำมาใช้ได้ในที่สุด อย่างที่สาม, NAD เชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีความดีงานที่M2 มีอยู่นั้น ดีพอที่จะทำให้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับแอมป์ในยุคต่อๆไปได้ และสุดท้าย NAD เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ M2 จะให้ คือคุณภาพเสียงใน “ระดับใหม่” ที่ดีอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการออกแบบสร้าง

มาดูการใช้งานคร่างๆ ที่จะว่าไป M2 นั้นก็ใช้งานเหมือนกับเครื่องรุ่นพี่ในซีรี่ส์เดียวกันที่โด่งดังไปก่อนหน้านี้อย่าง M3 นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงปุ่มฟังก์ชั่นต่างๆ เรียกว่าเหมือนกันหมด ดูห่างๆก็คงไม่ค่อยจะรู้ว่าเครื่องไหนเป็นรุ่นไหน ที่จะต่างก็คือด้านหลัง M2 นั้นจะมีอินพุท ดิจิทัล ซึ่งทำให้มันแตกต่างจากอินติเกร็ดเต็ด แอมป์ แบบดั้งเดิมไป คือมีช่องต่อแบบดิจิทัลมาก 5 ชุด เป็นแบบโคแอกเชียล 2 ชุด ออพทิคัล 2 ชุด และ XLR AES/EBU 1 ชุดนอกจากนั้นก็มีช่องต่อแบบอะนาล็อกให้ 2 ชุด เป็นแบบRCA 1 และBalanced XLR 1

ช่องดิจิทัล สามารถรับสัญญานดิจิทัลได้ที่การสุ่มสัญญานจาก 32 ไปจนถึง 192 Khz ส่วนช่องสัญญานอะนาล็อกนั้น เมื่อรับสัญญานอะนาล็อกเข้าไป (เช่นจากจูนเนอร์) ก็จะทำการแปลงสัญญานให้เป็นดิจิทัลก่อนด้วย

เมื่อคุณทำการเชื่อมต่อสัญญานดิจิทัลเข้าไป ยังM2 แล้วก็ต่อสายลำโพงมาตรฐานผ่านทางช่องต่อแบบไบน์ดิ้งโพสท์ขนาดใหญ่ การทำงานควบคุมต่างๆก็เหมือนอินติเกร็ตเต็ด แอมป์ ทั่วๆไปที่คุ้นเคยนั่นเอง คือเลือกช่องสัญญานจากทางด้านหน้าหรือที่รีโมท แล้วก็เร่งหรี่ระดับเสียงตามใจชอบแล้วก็เอนหลังฟังเพลง

สำหรับคนที่ต้องการความบริสุทธิ์ ต้องบอกให้ทราบก่อนว่า สัญญานอะนาล็อกที่เข้ามายังM2 เช่นจาก Phono Preamp นั้น จะได้รับการแปลงให้เป็นดิจิทัล PCM ก่อน แล้วจึงแปลงไปเป็นดิจิทัล ออกไปที่ลำโพงอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นหากท่านฟังSACD (ซึ่งปกติไม่ปล่อยสัญญานดิจิทัล ขาออก) ก็ต้องทราบก่อนนะครับว่า สัญญานอะนาล็อกที่ท่านต่อออกมานั้นต้องผ่านขั้นตอนแปลงให้กลายเป็นดิจิทัลก่อนเสมอๆ

ทางด้านฟีเจอร์ อื่นๆที่ไม่มีในแอมป์ทั่วๆไปก็มี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณกดปุ่ม MENU ก็จะมีให้เลือกว่า คุณจะใช้การสุ่มตัวอย่างที่เท่าไหร่ คุณสามารถที่จะเพิ่มความละเอียดในการแปลงสัญญานอะนาล็อกเป็นดิจิทัลได้ตั้งแต่ 44.1 – 96 Khz โดยคุณสามารถนำเอาสัญญานอะนาล็อกจากแหล่งโพรแกรมอะนาล็อกทั่วไป มาแปลงเป็นดิจิทัล และทำการUpsampling ขึ้นไปให้กลายเป็นสัญญานดิจิทัล 24 Bit / 192 Khz ได้ ! หรือหากสัญญานจากต้นทางอะนาล็อกของคุณมาเบาเกินไป คุณก็สามารถเร่งเกนเพิ่มระดับสัญญานขึ้นไปได้อีกถึง 9 ดีบี

นอกจากนั้นลูกเล่นดีๆก็มีอีก เช่น Speaker Compensation ที่ให้คุณปรับแต่งระดับเสียงแหลมย่านบนสุดให้เหมาะกับค่าความต้านทานของลำโพง, มีฟังก์ชั่น Absolute Porality เพื่อปรับเฟสให้ได้เที่ยงตรงแมทช์กันระหว่างเพลงกับลำโพงที่สุด นอกจากนั้นแล้ว ทางด้านหลังก็ยังมีสวิทช์ที่ชาวNAD คุ้นเคยกันดีอย่าง Soft Clipping ที่คราวนี้ทำงานแบบดิจิทัลล้วนๆ ช่วยลดความเพี้ยนในการเล่นระดับเสียงที่ดังกว่าปกติลง แล้วก็มีช่อง RS 232 สำหรับเชื่อมระบบกับPC หรือระบบControl ต่างๆทั้งของCreston และ AMX มีรีโมท คอนโทรลที่สั่งงานได้ครบทุกฟังก์ชั่น

น้ำหนักของM2 นั้น หนักและแตกต่างจากแอมป์Class D ทั่วไปมาก การทำงานนั้น ตัวเครื่องไม่ร้อนเท่าแอมป์คลาสส์ AB ทั่วๆไป แต่ก็มีความร้อนออกมามากกว่าแอมป์Class D อีกเช่นกัน

การฟัง

ผมอยู่ร่วมกับM2 นานราวสองเดือน ใช้ขับลำโพงWilson Audio Alexandria X2 และ YG Acoustic Kipod Studio ซึ่งคู่หลังนี้ M2 จะขับในส่วนของลำโพงกลางแหลมด้านบนเท่านั้นเนื่องจากด้านล่างหรือสับ-วูฟเฟอร์ เป็นแบบมีแอมป์ในตัว และบางครั้งก็มีลำโพง Volent Paragon VL-2 อีกคู่

สำหรับเครื่องที่นำมาเปรียบเทียบ ก็มีDAC ของ Berkeley Audio Design Alpha DAC, ปรีแอมป์ Pass Labs XP20 ปรีแอมป์ Pass Labs XA 100.5 ส่วนต้นทางนั้น รับสัญญานมาจากClasse’ Audio CDP-502 รวมถึงรับสัญญานดิจิทัล Bitstream จากPCแบบHigh End ไร้เสียงรบกวนที่ออกแบบสร้างโดยGoodwin’s Audio

สำหรับท่านที่อ่านข้อเขียนของผมมานาน จะทราบดีว่าผมไม่ใช้ผู้ที่ชื่นชอบแอมป์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบClass D นัก แน่นอนว่ามันมีข้อดีคือ ขนาดเล็ก เบา ชิ้นส่วนน้อย ไม่ร้อน และให้กำลังขับที่เกินขนาดและราคา แต่เมื่อใดที่เสียงเพลงจากแอมป์จำพวกนี้ดังออกมา ก็เล่นเอาผมหนาวไปซะทุดครั้ง เพราะแม้ว่ามันจะเล่นได้ดัง มีพลังดี และไม่เกี่ยงลำโพงที่ขับอยู่ แต่เสียงส่วนใหย๋นั้นจะมีความแข็งกระด้าง เป็นอิเล็คโทรนิค มีสีสันมากเกินไปนั่นเอง

สำหรับM2 นั้น ต้องบอกว่า เสียงที่ได้นั้น ต่างจากแอมป์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบClass D ทุกเครื่องที่ผมเคยฟังมา มันไม่มีแม้กระทั่งแนวเสียงแบบClass D ให้ได้ยินออกมาแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เสียงที่ออกมาจากM2 นั้น ให้ความเป็นธรรมชาติเป็นอย่างมาก เป็นเสียงที่เหมือนกับตีแผ่ออกมามากกว่าที่จะเพิ่มอะไรเข้าไป เสียงของM2 นั้นเปรียบได้เหมือนเครื่องระดับสุดยอดแบบดั้งเดิมในหลายรูปแบบ ยกเว้นสิ่งหนึ่งที่หาไม่ได้เด็ดขาดในแอมป์แบบดั้งเดิมไม่ว่าจะราคาไหนก็คือ “ความเงียบสงัด” เงียบนะดับเหมือนอยู่ในโรงศพ เงียบกริบ ไร้ซึ่งเสียงซ่า เสียงรบกวนใดๆ ไม่ว่าจะเล่นที่ความดังเท่าไหร่ หรือกับลำโพงขนาดไหน แม้กับลำโพงที่มีความไวสูงลิ่วระดับ 95ดีบี อย่างWilson Audio X-2 เสียงแบ้คกราวน์ด นั้นเงียบสนิท เรียกได้ว่าดำสนิทแบบสุดๆ ซึ่งจุดดีตรงนี้นั้น ทำให้ความชัดเจนของอิเมจ มิติ ของเครื่องดนตรีต่างที่ได้รับการถ่ายทอดออกมานั้น มีความสมจริงที่แทบจะจับต้องหรือสัมผัสได้อย่างน่าทึ่ง ความเงียบสงัดแบบสุดๆของพื้นเสียงนี้ ทำอิเมจของเครื่องดนตรีหรือเสียงร้องนั้น ชัดเจนขึ้นแต่เป็นความชัดเจนแบบขึ้นรูปมีโฟกัสที่สมจริง ไม่ใช้ชัดขึ้นขอบจนน่ารำคาญ สร้างเป็นภาพสาม-มิติ ที่ชัดเจนสวยงามอย่างพอดิบพอดี ซึ่งความสวยงามในการสร้างภาพจำลองของเครื่องดนตรีตรงหน้านี้ มันทำให้เหมือนคุณได้ไปนั่งดูคนเสอร์ทกันตรงแถว E คือไม่ติดเวทีมากจนต้องชะเง้อ หรือห่างมากจนต้องเพ่งสายตา มันพอดีสุดๆ ซึ่งแค่นั้นยังไม่พอ ความดีเด่นตรงนี้นั้นได้รับการเสริมเข้าไปด้วยเสียงกลางที่ยอดเยี่ยมเป็นธรรมชาติและสมจริง ทำให้ภาพจำลองจากเสียงเพลงที่ขึ้นมานั้น มีความสมจริงจนแทบจำเอามือเข้าไปจับต้องได้ทั้งเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีเลยทีเดียว

เสียงทุ้มจากM2 นั้น สุดยอดมาก ลงได้ลึก อิ่มเอิบ อบอุ่ม นุ่ม ทรงพลัง หนักแน่น เบสส์ย่านต่ำสุดสวยงามมาก หนาแน่นหนักหน่วงด้วยความแม่นยำและเที่ยงตรง เร็ว ฉับไว และมีไดนามิคที่แรงและดัง ผมมีความสุขเป็นอย่างมากกับการฟังเสียงเบสส์ที่กลมกลืน มีน้ำหนักสมจริงทั้งจากอะคูสติค และอิเล็คทริค เบสส์

รายละเอียดเสียงยอดเยี่ยมอีกแล้ว แม้ในบางจุดคือในระดับละเอียดแบบลึกสุดๆ อาจจะได้ไม่เท่ากับระบบอ้างอิงที่รวมราคาแล้วแพงกว่าหลายเท่าตัว แต่ก็ทำได้ดีเกินราคาและให้ความใกล้เคียงเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วความสามารถในการถ่ายทอดเสียงดนตรีที่ซับซ้อนนั้นทำได้อย่างโดดเด่นเป็นอย่างมาก แอมป์ทั่วไปในระดับราคาขนาดนี้นั้น มักจะไม่สามารถถ่ายทอดแจกแจงเสียงระดับเบาที่ดังอยู่พร้อมๆกับเสียงระดับดังมากได้ แต่กับM2 นั้นทำได้อย่างสบายๆ ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงความต้องการของนักดนตรีหรือผู้ประพันธ์เพลงได้อารมณ์มากขึ้น เพราะดนตรีในช่วงที่มีการโหมกระหน่ำนั้น ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทุกเครื่องดนตรีจะต้องเล่นแรงๆพร้อมกันหมด แต่จริงๆแล้วอาจจะมีเครื่องบนตรีบางชิ้นที่กำลังเล่นอย่างแผ่วเบา หรือมีรายละเอียดแผ่วเบาเล็กๆที่ดังแทรกออกมาในบางจังหวะ ซึ่งยากมากที่แอมป์จำสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ ซึ่งกับM2 นั้น ต้องบอกว่า “ทุกสิ่ง” ที่อยู่ในการบันทึกเสียง จะได้รับการถ่ายทอดออกมาให้คุณได้ยินอย่างที่ควรจะเป็น เสริมสร้างอารมณ์ร่วมและความสมจริงในการฟังเป็นอย่างยิ่ง – อย่างเป็นธรรมชาติด้วย

ความความโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องของการให้ดานมิค การให้แบคกราวน์ดที่เงียบสงัด นี่เองที่ทำให้การฟังเพลงจากM2 นั้น เต็มไปด้วยความสดสมจริง สนุกไปกับเสียงดนตรีความกระแบกระเฉงกระชับ ความเป็นดนตรีนั้นสูงล้นจนทำให้เราเหมือนกับถูกดึงเข้าไปให้มีอารมณ์ร่วมเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงนั่นเอง

สุดท้าย ผมลองระดับ A-D ด้วการต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงผ่านภาคPhono ของ Aesthetix Rhea Signature เสียงที่ได้ออกมานั้นดีมากน่าพอใจ แต่เสียงแหลมดูเหมือนจะมีการเติมความสดมากไปนิดหน่อย

สรุป

M2 นั้น เป็นเครื่องที่ให้ความเป็นดนตรีสูงสุดอย่างน่าทึ่ง เมื่อเทียบกันกับชุดอ้างอิงของผมที่มีราคาแพงกว่า 10 เท่าตัว แน่นอนว่า M2 อาจจะเป็นรองอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่แฟร์นักหรอกที่ผมเอาแอมป์ราคา 6พันเหรียญ ไปเทียบกับชุดปรี/เพาเวอร์ ราคา5หมื่นเหรียญ แต่ความโดดเด่นในความเป็นดนตรีและประสิทธิภาพของM2 นั้น ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความห่างชั้นในความเป็นดนตรีแต่อย่างใด แถมในหลายๆส่วนนั้นก็ทำได้ใกล้เคียงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว

แล้วหากไปเทียบกับ อินติเกร็ตเต็ดแอมป์ แบบดั้งเดิม บวกกับเครื่อง DAC ในราคาที่รวมกันอยู่ใกล้ๆกันกับM2 ล่ะ – อันนี้ไม่ต้องมาพูดถึงหรือเทียบกันให้เสียเวลา เพราะผมยังไม่เคยฟังคู่ที่ว่าเครื่องในที่สามารถให้เสียงได้ไกล้เคียงM2 เลยในชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น การที่เป็นเครื่องตัวถังเดียวที่ตัดการทำงานที่ซับซ้อนยุ่งยากไป ก็จะช่วยลดความสิ้นเปลืองในระบบไปได้มากมายนัก คุณสามารถสร้างระบบที่เรียบง่ายมากๆ โดยมีแค่ซีดี ทรานสพอร์ท ตัวนึง, M2 แล้วก็ลำโพงดีๆคู่หนึ่ง แค่นี้ก็สามารถสร้างSystem ไฮ-เอ็นด์ ที่ให้เสียงดีอย่างน่าตะลึงได้ทีเดียว

สุดท้าย ต้องบอกว่า NAD M2 คือผู้ชนะที่แท้จริง ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ, ราคา, และเทคโนโลยี มันคือเครื่องที่ปูทางเอาไว้ให้กับวงการเครื่องขยายเสียงอย่างแท้จริง ซึ่งผมคาดเดาเอาไว้ตอนนี้เลยว่า M2 จะกลายเป็นต้นแบบให้แอมป์หรือระบบเสียงในอนาคตได้เดิมตามกันเป็นพรวนเชียวล่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: